
ในปี 2568 การเติบโตของ Private Label (สินค้าแบรนด์ของผู้ค้าปลีก) ในสหราชอาณาจักรสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดค้าปลีกอาหาร จากเดิมที่ Private Label ถูกมองว่าเป็นทางเลือกด้านราคา สู่การเป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ ทั้งในด้านยอดขาย กำไร และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการปรับตัวของผู้ค้าปลีกและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในระยะยาว
ข้อมูลจาก Kantar และ IGD ระบุว่า Private Label ครองสัดส่วนยอดขายมากกว่าครึ่งหนึ่งในผู้ค้าปลีกรายสำคัญ ได้แก่ Aldi (53%), Lidl (67%) และ Tesco (52%) ขณะที่ผู้ค้าปลีกระดับกลางอย่าง Sainsbury’s และ Morrisons ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวแสดงถึงการยอมรับสินค้า Private Label ของผู้บริโภคในวงกว้าง และส่งผลให้ผู้ค้าปลีกมีบทบาทและอำนาจต่อรองในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ทั่วไป
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของ Private Label ได้แก่ แรงกดดันด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยสินค้า Private Label มักมีราคาต่ำกว่าสินค้าแบรนด์ชั้นนำประมาณ 20-30% ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากพบว่าคุณภาพของสินค้า Private Label แทบไม่แตกต่างจากสินค้าแบรนด์ หรือมีคุณภาพดีกว่าในบางประเภท นอกจากนี้ผู้ค้าปลีกในสหราชอาณาจักรได้พัฒนากลยุทธ์การแบ่งระดับสินค้าอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับ Value, Mid ไปจนถึง Premium ส่งผลให้ Private Label สามารถตอบสนองผู้บริโภคได้หลายกลุ่ม และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มรวมถึงภาพสัญลักษณ์เชิงบวกให้กับแบรนด์ค้าปลีก เช่น Tesco Finest, Sainsbury’s Taste the Difference และ Aldi Specially Selected
บทบาทของกลุ่มร้านค้าปลีกแบบ Discount Retailers โดยเฉพาะ Aldi และ Lidl มีอิทธิพลอย่างมากต่อระบบการค้าปลีก ทั้งสองรายถือเป็นผู้นำของโมเดล Private Label และประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภค จากการมองว่าเป็นสินค้าราคาประหยัด สู่การเป็นสินค้าคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่า ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่รายอื่นจำเป็นต้องเร่งลงทุนและพัฒนาสินค้า Private Label อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การขยายตัวของ Private Label ยังส่งผลโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้าปลีกและผู้ผลิต ผู้ผลิตต้องเผชิญการแข่งขันจากผู้ค้าปลีกที่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค และสามารถพัฒนาสินค้าคู่แข่งภายใต้แบรนด์ของตนเองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตจำนวนมากได้ปรับบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ สู่การเป็นพันธมิตรและผู้รับผลิตสินค้า Private Label เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด
เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของ Private Label การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถพัฒนาสินค้าใหม่และทดสอบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติในโรงงานและคลังสินค้า ช่วยลดต้นทุนการผลิต รักษาคุณภาพสินค้า และลดของเสียในกระบวนการผลิต
โดยสรุป การเติบโตของสินค้า Private Label ในสหราชอาณาจักรสะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของผู้ค้าปลีกในระบบค้าปลีกอาหาร สินค้า Private Label ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกชั่วคราวในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน การดึงดูดผู้บริโภค และการเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว
ที่มา: Grocery Trade News
ข้อมูลเพิ่มเติม/ความเห็น สคต.
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในสหราชอาณาจักร เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าเฉพาะที่จำเป็นและคำนึงถึงความคุ้มค่าด้านราคามากขึ้น จึงทำให้สินค้า Private Label ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนยอดขายขยายตัวอย่างชัดเจน แนวโน้มดังกล่าวได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าปลีกยุคใหม่ และสะท้อนการปรับตัวของผู้ค้าปลีกให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
กระแสความนิยมของสินค้า Private Label ในสหราชอาณาจักรถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในบทบาทของการเป็นผู้รับผลิตสินค้า Private Label ให้กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาด Private Label และดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพ นวัตกรรม และการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว หากผู้ผลิตไทยสามารถรักษามาตรฐานคุณภาพ ควบคุมต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้ค้าปลีก ตลอดจนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและเสริมสร้างศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตสินค้า Private Label ได้
สรุปโดย สคต. ลอนดอน





