สำนักข่าว BBC ได้เผยแพร่รายงานเชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงมุมมองของชาวสหราชอาณาจักรต่อการใช้เครื่องปรับอากาศ สืบเนื่องจากสหราชอาณาจักรต้องเผชิญคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานระบุว่า บ้านเรือนในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยอิฐทึบซึ่งออกแบบมาเพื่อเก็บความร้อน จึงทำให้ความร้อนสะสมในบ้าน ทั้งนี้ ความร้อนที่สะสมยังส่งผลให้อุณหภูมิอากาศช่วงกลางคืนในเขตเมืองสูงกว่าพื้นที่ชนบทโดยรอบได้ถึง 7 องศาเซลเซียส และเป็นอันตรายที่สุดในช่วงเช้ามืด ซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (urban heat island) ทั้งนี้ แบบจำลองคลื่นความร้อนในภูมิภาคเวสต์มิดแลนด์โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมพบว่า ผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนเพียงอย่างเดียวมีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตราวครึ่งหนึ่งจากจำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อน 130 ราย
ประเด็นหลักที่กำลังเป็นข้อถกเถียงคือความสมดุลระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) กับการปรับตัวต่อความร้อน (adaptation) ซึ่งตลอด 40 ปีที่ผ่านมาประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก เห็นได้จากงบประมาณปี 2566 ที่มีการจัดสรรให้กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่งบประมาณด้านการปรับตัวต่อความร้อนทั่วโลกอยู่ที่ 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในด้านนโยบายของสหราชอาณาจักร คณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Committee) ได้เผยแพร่รายงานในช่วงที่สหราชอาณาจักรประสบกับคลื่นความร้อนลูกแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดเป้าหมายด้านการปรับตัวต่อความร้อนที่ชัดเจน โดยแบบจำลองของคณะกรรมการฯ ระบุว่าการสนับสนุนระบบทำความเย็นแก่ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางร้อยละ 30 และในโรงพยาบาล จะช่วยลดการเสียชีวิตจากความร้อนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2593 ได้ถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเสนอให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในโรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุภายใน 10 ปี และในโรงเรียนภายใน 25 ปี ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวขัดกับแนวทางเดิมของรัฐบาลที่สนับสนุนการทำความเย็นแบบพาสซีฟ (passive cooling) ด้วยการใช้ร่มเงาและการระบายอากาศ จากการศึกษาโดย ศาสตราจารย์ Mat Santamouris จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ พบว่าการใช้หลังคาสะท้อนความร้อนเพียงอย่างเดียวสามารถลดอุณหภูมิภายในอาคารจากประมาณ 43 องศาเซลเซียส เหลือราว 30 องศาเซลเซียส ขณะที่พัดลมแบบติดเพดานสามารถช่วยลดความร้อนได้ในต้นทุนที่ต่ำ โดยปัจจุบันมีจำนวนบ้านเรือนในอังกฤษเพียงประมาณร้อยละ 5 ที่ติดตั้งเครื่องทำความเย็น และเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา อังกฤษและเวลส์ได้เริ่มให้เงินอุดหนุน จำนวน 2,500 ปอนด์ ภายใต้โครงการ Boiler Upgrade Scheme สำหรับประชาชนที่ติดตั้งเครื่องทำความร้อนแบบ air-air ที่สามารถให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวและทำความเย็นในฤดูร้อน ซึ่งถือเป็นมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลฯ เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศเป็นครั้งแรก
ที่มา BBC News
ข้อมูลเพิ่มเติม/ความเห็น สคต.
รายงานดังกล่าวสะท้อนความต้องการสินค้ากลุ่มระบบทำความเย็นในสหราชอาณาจักรที่กำลังขยายตัว สคต. เห็นว่าแนวโน้มดังกล่าวเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าพัดลม เครื่องทำความเย็น รวมถึงสินค้าที่ช่วยลดความร้อนภายในอาคาร เช่น ม่านบังแดด และ วัสดุกันความร้อน เนื่องจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรยังคงสนับสนุนการลดความร้อนโดยการใช้ร่มเงา การระบายอากาศ (ventilation) โดยไม่ใช้เครื่องจักรเป็นลำดับแรก (passive cooling) ทั้งนี้ สคต. เห็นว่าผู้ประกอบการควรติดตามนโยบายของรัฐบาลสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหน่วยงานท้องถิ่นบางแห่งในกรุงลอนดอนได้กำหนดลำดับความสำคัญของวิธีทำความเย็น (cooling hierarchy) โดยให้ความสำคัญกับวิธีที่แก้ปัญหาที่ใช้พลังงานต่ำกว่าการใช้เครื่องปรับอากาศก่อน และในบางกรณีได้สั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนเครื่องปรับอากาศออก ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปแบบสินค้าที่เหมาะสมกับตลาดสหราชอาณาจักรในระยะยาว





