
ภายหลังจากที่นายเคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคแรงงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ยุติการดำรงตำแหน่งที่ไม่ถึง 2 ปี นับตั้งแต่พรรคแรงงานคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โดยการตัดสินใจลาออกดังกล่าวเกิดขึ้นจากแรงกดดันทางการเมืองรอบด้าน ทั้งผลการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่พรรคแรงงานพ่ายแพ้อย่างหนัก รวมถึงกระแสต่อต้านภายในพรรคจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งคำถามถึงภาวะผู้นำและทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล
ภายหลังกระบวนการสรรหาผู้นำคนใหม่ของพรรคแรงงานโดยคณะกรรมการบริหารแห่งชาติ (National Executive Committee: NEC) ได้เสร็จสิ้นลง นายแอนดี เบิร์นแฮม ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดสมัยประชุมในเดือนกันยายน
โดยเมื่อในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายแอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้แถลงการณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกเพื่อประกาศทิศทางเศรษฐกิจชุดใหม่ของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการรับบทบาทเป็น “Circuit Breaker” หรือตัวตัดวงจร เพื่อปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักรในรอบ 40 ปี
ในการแถลงนโยบายดังกล่าว นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ชี้ให้เห็นว่า สหราชอาณาจักรดำเนินนโยบายผิดพลาดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จากการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองและการปล่อยให้แปรรูปบริการสาธารณะพื้นฐานไปเป็นของเอกชน จนส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญภาวะถดถอยทางอุตสาหกรรม รัฐบาลชุดใหม่จึงเตรียมเร่งเดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจใหม่ด้วยการดึงบริการจำเป็นพื้นฐานกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมภายในประเทศผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ
สำหรับมาตรการเร่งด่วน รัฐบาลพร้อมรับมือและบรรเทาวิกฤตค่าครองชีพของประชาชนโดยทันที โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ประกาศมาตรการลดค่าครองชีพชุดแรก ได้แก่ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอ “แผนยุทธศาสตร์ 10 ปีเพื่อสหราชอาณาจักร” ภายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
ที่มา BBC News / GOV.UK
ข้อมูลเพิ่มเติม/ความเห็น สคต.
สคต. จะดำเนินการติดตามทิศทางนโยบายการต่างประเทศ นโยบายการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลสหราชอาณาจักรชุดใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวทาง และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อโอกาสทางการค้า การส่งออก และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร ซึ่งจะช่วยให้ภาคการส่งออกและผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง และโอกาสทางธุรกิจต่อไป
สรุปโดย สคต. ลอนดอน
กรกฎาคม 2569





