สมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27 – 30 เมษายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปี ของการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ และ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐฯ โดยการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้นับเป็นการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกของพระมหากษัตริย์อังกฤษนับตั้งแต่การเสด็จของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปี 2550
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ได้ทรงรับการต้อนรับจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการนี้สมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่ 3 ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาสหรัฐฯ และเข้าร่วมการเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบขาว ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาสหรัฐฯ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ทรงเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ปฏิเสธแนวคิดโดดเดี่ยวทางการเมือง และรักษาบทบาทผู้นำของอเมริกาในเวทีโลก พระองค์ตรัสว่าอุดมการณ์ที่ทั้งสองประเทศยึดถือร่วมกัน เช่น หลักนิติธรรม และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ ได้วางรากฐานให้เกิดความรุ่งเรืองระหว่างสองชาติ ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ได้ตรัสว่า “นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลของเรากำลังสรุปข้อตกลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีฉบับใหม่ เพื่อเขียนบทต่อไปแห่งความรุ่งเรืองร่วมกันของสองประเทศ และเพื่อให้แน่ใจว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ จะยังคงเป็นผู้นำของโลกต่อไป”
ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่ 3 ทรงพบปะและร่วมประชุมกับบริษัทด้านเทคโนโลยีจากสหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ได้แก่ Bank of America, Blackstone, Comcast, Alphabet’s Google, JPMorgan, OpenAI และ Tishman Speyer เพื่อแสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรเป็นจุดหมายชั้นนำสำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับโลก สหราชอาณาจักรมีระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีมูลค่าถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเมื่อกันยายน 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในข้อตกลง Tech Prosperity Deal กับสหราชอาณาจักรระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลให้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในสหราชอาณาจักรมูลค่า 3,100 ล้านปอนด์
ที่มา Luxembourg Times, The Royal Family และ BBC News
ข้อมูลเพิ่มเติม/ความเห็น สคต.
การเสด็จเยือนสหรัฐฯ ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร ในครั้งนี้ มีขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐฯ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ปฏิเสธการสนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ในการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งการเยือนสหรัฐฯ ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่ 3 ในครั้งนี้ ได้ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดดังกล่าว
ถึงแม้ว่าสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ มีความเห็นต่างในบางประเด็น แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงให้ความสำคัญกับการร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ มีการลงทุนในเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศรวมมูลค่า 1.56 ล้านล้านยูโร และมีมูลค่าการค้ารวม 3,956 ล้านยูโรต่อปี ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ได้ประกาศว่าบริษัท AstraZeneca จะมีการลงทุนเป็นมูลค่า 368 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในภาควิทยาศาสตร์ชีวภาพของสหราชอาณาจักร โดยระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากข้อตกลงระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐฯ ที่ผ่านมา
สำหรับไทยแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงจากความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ แต่ในอนาคตหากสหราชอาณาจักรมีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์เรื่องภาษีดิจิทัล (Digital Services Tax) เพื่อตอบรับสหรัฐฯ ไทยอาจได้รับแรงจูงใจให้นำรูปแบบดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านแพลตฟอร์มและบริการดิจิทัลระหว่างกันต่อไป




